วันเสาร์, มกราคม 31, 2026
spot_img
หน้าแรกข่าวการศึกษาดาวน์โหลด แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ดาวน์โหลด แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


สวัสดีเพื่อนๆ สมาชิก ครูต้นไผ่ดอทคอม ทุกท่านครับ วันนี้พบกับ ครูต้นไผ่ดอทคอม เช่นเคยครับ วันนี้แอดมินมีไฟล์มาแนะนำให้เพื่อนๆ สมาชิกได้ดาวน์โหลดไปใช้งาน เป็นไฟล์ แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ซึ่งเพื่อนๆ สมาชิกสามารถดาวน์โหลดนำศึกษาและนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตามแนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ให้กับนักเรียน ตามบริบทของห้องเรียน ได้ครับ แอดมินขอแนะนำไฟล์ แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ตามรายละเอียดดังนี้ ครับ

ดาวน์โหลด แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

กลยุทธ์ครอบคลุมสำหรับการฟื้นฟูและเสริมสร้างความสามารถทางการเรียนรู้ของเด็กไทยในยุคดิจิทัล

การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาอย่างเป็นระบบและการดูแลอย่างใกล้ชิด ในปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการศึกษาที่สำคัญ โดยเฉพาะภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องใช้แนวทางที่หลากหลายและเป็นระบบ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจสาเหตุของปัญหาไปจนถึงการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

การประเมินสถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากประสบกับปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ การขาดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่จำกัด ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผู้ปกครองและครูผู้สอนจึงต้องร่วมมือกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

การสร้างรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งเริ่มต้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณพื้นฐาน ทักษะเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับรู้และประมวลผลข้อมูลต่างๆ ในชีวิตประจำวัน การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาทักษะการอ่านต้องเริ่มจากการสร้างความคุ้นเชยกับตัวอักษรและเสียงอ่าน การใช้วิธีการที่หลากหลายเช่น การอ่านร่วมกัน การเล่าเรื่อง และการใช้สื่อมัลติมีเดีย จะช่วยกระตุ้นความสนใจและสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผู้ปกครองควรจัดเวลาในการอ่านร่วมกับลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก

การฝึกการเขียนควรดำเนินการควบคู่ไปกับการอ่าน เริ่มจากการวาดรูปและการขีดเขียนเบื้องต้น ไปจนถึงการเขียนตัวอักษรและคำศัพท์ การให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน เช่น การเขียนจดหมายถึงเพื่อน การบันทึกประสบการณ์ประจำวัน หรือการสร้างเรื่องราวสั้นๆ จะช่วยพัฒนาทักษะการเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐานสามารถพัฒนาได้ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การนับจำนวนของเล่น การแบ่งขนม การคำนวณเงินทอน หรือการวัดระยะทางและเวลา กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุกสนานจะทำให้การเรียนรู้คณิตศาสตร์ไม่น่าเบื่อและน่ากลัว

การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม พื้นที่เรียนรู้ควรสะอาด เงียบ และมีแสงสว่างเพียงพอ การจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น เช่น หนังสือ เครื่องเขียน และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ จะช่วยสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างราบรื่น

การจัดตารางเวลาเรียนที่เหมาะสมควรคำนึงถึงช่วงเวลาที่เด็กตื่นตัวและมีสมาธิมากที่สุด โดยทั่วไปเด็กจะมีสมาธิดีในช่วงเช้าและหลังพักเที่ยง การแบ่งเวลาเรียนเป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 20-30 นาที และมีการพักผ่อนระหว่างการเรียนจะช่วยรักษาความสนใจและประสิทธิภาพในการเรียนรู้

การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเป็นไปได้จะช่วยให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองทราบทิศทางในการพัฒนา เป้าหมายควรมีความเฉพาะเจาะจง วัดผลได้ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม การแบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายย่อยๆ จะทำให้การบรรลุเป้าหมายง่ายขึ้นและสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก

บทบาทของผู้ปกครองในการฟื้นฟูการเรียนรู้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ปกครองควรเป็นทั้งผู้สนับสนุน แรงบันดาลใจ และผู้ช่วยเหลือในกระบวนการเรียนรู้ การแสดงความสนใจในกิจกรรมการเรียนของลูก การให้กำลังใจ และการยกย่องผลงานจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้

การสื่อสารกับลูกอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความรู้สึกต่อการเรียนรู้จะช่ายให้ผู้ปกครองเข้าใจปัญหาและความต้องการของเด็กมากขึ้น การรับฟังอย่างตั้งใจ การถามคำถามที่เหมาะสม และการให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมการเรียนรู้

การร่วมมือกับครูที่โรงเรียนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความต่อเนื่องระหว่างการเรียนรู้ที่บ้านและที่โรงเรียน การพูดคุยกับครูเกี่ยวกับความก้าวหน้าของลูก การแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสนใจของเด็ก และการขอคำแนะนำในการช่วยเหลือเด็กที่บ้านจะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการศึกษา แอปพลิเคชันการเรียนรู้ที่มีเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัย วิดีโอการสอนที่น่าสนใจ และเกมการศึกษาที่สร้างสรรค์จะช่วยกระตุ้นความสนใจและทำให้การเรียนรู้สนุกสนานมากขึ้น

การเลือกใช้เทคโนโลยีควรทำอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา ความปลอดภัยในการใช้งาน และประโยชน์ที่จะได้รับ ผู้ปกครองควรกำหนดเวลาในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะสม และคอยดูแลการใช้งานอย่างใกล้ชิด

การพัฒนาทักษะดิจิทัลพื้นฐาน เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และการใช้โปรแกรมต่างๆ จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กในการเรียนรู้ในอนาคต การสอนเรื่องความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตและการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นทักษะที่จำเป็นในยุคข้อมูลข่าวสาร

การประเมินและติดตามความก้าวหน้าเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการฟื้นฟูการเรียนรู้ การบันทึกผลการเรียนรู้ การทำแบบทดสอบเป็นระยะ และการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้จะช่วยให้ทราบถึงจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของเด็ก

การใช้เครื่องมือประเมินที่หลากหลาย เช่น แบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ และการนำเสนอผลงาน จะให้ภาพรวมที่ครอบคลุมเกี่ยวกับความสามารถของเด็ก การปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนตามผลการประเมินจะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การสร้างระบบรางวัลและการยกย่องที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจในการเรียนรู้ รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ อาจเป็นการยกย่อง การแสดงความภาคภูมิใจ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ การให้รางวัลควรเน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้และความพยายามมากกว่าผลลัพธ์เท่านั้น

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหาเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 การฝึกให้เด็กถามคำถาม ค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลจะช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ

การใช้กิจกรรมที่ส่งเสริมการคิด เช่น การแก้ปริศนา การทำโครงงาน การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทดลองจะช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การให้เด็กได้เผชิญกับปัญหาที่เหมาะสมกับวัยและช่วยแนะแนวทางในการแก้ไขจะสร้างความมั่นใจและประสบการณ์ที่มีค่า

การสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจะช่วยพัฒนาความสามารถในการมองปัญหาจากมุมมองต่างๆ การให้เสริมพลังให้เด็กได้แสดงออกผ่านศิลปะ ดนตรี การเขียน และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดที่หลากหลาย

การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง การพาเด็กไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น จะช่วยให้เด็กได้เห็นการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง

การจัดกิจกรรมภาคสนาม การทดลองง่ายๆ และการเรียนรู้จากธรรมชาติจะช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและสร้างความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับการเรียนรู้ การให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบ

การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์เป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้แบบองค์รวม การฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น การแบ่งปัน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการแก้ไขปัญหาร่วมกันจะช่วยพัฒนาทักษะเหล่านี้

การสอนให้เด็กรู้จักและจัดการกับอารมณ์ของตนเอง การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม และการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสนับสนุนการเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางอารมณ์จะทำให้เด็กกล้าที่จะลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากความผิดพลาด

การแก้ไขปัญหาเฉพาะด้านต้องใช้แนวทางที่ตรงจุดและเหมาะสมกับลักษณะของปัญหา สำหรับเด็กที่มีปัญหาการอ่าน การใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น การใช้บัตรคำ การอ่านร่วมกัน และการใช้เทคโนโลジีช่วยสอนจะช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน

เด็กที่มีปัญหาทางคณิตศาสตร์อาจต้องการการฝึกฝนเพิ่มเติมในเรื่องแนวคิดพื้นฐาน การใช้สื่อการสอนที่เป็นรูปธรรม การเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความเข้าใจที่มั่นคง

การดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษต้องใช้ความอดทน ความเข้าใจ และการปรับวิธีการให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็กแต่ละคน การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและการใช้เครื่องมือช่วยที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชนจะช่วยสร้างการสนับสนุนที่ครอบคลุมสำหรับเด็ก การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการพัฒนาการศึกษาจะทำให้เกิดความต่อเนื่องและความสอดคล้องในการช่วยเหลือเด็ก

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครอง การแบ่งปันเทคนิคการสอนระหว่างครู และการร่วมมือกันจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนจะสร้างพลังในการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างของเด็กแต่ละคนจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้

การติดตามผลระยะยาวและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญในการรับรองความสำเร็จของการฟื้นฟูการเรียนรู้ การบันทึกความก้าวหน้า การประเมินประสิทธิภาพของวิธีการต่างๆ และการปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนาตามความเหมาะสมจะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีทิศทาง

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในอนาคตต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของสังคม การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะช่วยให้เด็กไทยสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จในอนาคต

การสร้างแรงบันดาลใจและความฝันให้กับเด็กจะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจในการเรียนรู้ การแนะนำแบบอย่างที่ดี การเล่าเรื่องราวของผู้ที่ประสบความสำเร็จ และการให้เด็กได้พบปะกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์และสร้างเป้าหมายในชีวิต

ความสำเร็จในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยความอดทน ความมุ่งมั่น และการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ การยอมรับในความแตกต่างของเด็กแต่ละคน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะช่วยให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

การลงทุนในการศึกษาของเด็กคือการลงทุนในอนาคตของชาติ ทุกความพยายามในการฟื้นฟูและพัฒนาการเรียนรู้จะส่งผลดีต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว การร่วมมือกันระหว่างครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในการสนับสนุนการศึกษาจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ปัญหาการถดถอยทางการเรียนรู้จะค่อยๆ ลดลง และเด็กไทยจะมีคุณภาพชี วิตที่ดีขึ้นและสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

“ฟื้นฟูการเรียนรู้ : แนวทางเชิงปฏิบัติเพื่อก้าวข้ามภาวะถดถอยในยุคใหม่”

ความสำคัญของการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในยุคหลังวิกฤต

ในยุคหลังวิกฤตการณ์ เช่น การระบาดของโรคโควิด-19 การศึกษาทั่วโลกเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในรูปแบบของ “ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้” หรือ Learning Loss ซึ่งเกิดจากการหยุดชะงักของระบบการเรียนการสอน การลดชั่วโมงเรียน หรือการขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษา ภาวะนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แนวทางเชิงปฏิบัติที่สามารถนำมาใช้ ได้แก่

  1. การประเมินผลการเรียนรู้รายบุคคล : ครูผู้สอนควรจัดทำแบบประเมินเพื่อระบุจุดอ่อนและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน
  2. การจัดการเรียนการสอนแบบเฉพาะบุคคล : ใช้กลยุทธ์การสอนที่ปรับให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน
  3. การเสริมสร้างทักษะพื้นฐาน : เน้นการสอนที่พัฒนาทักษะพื้นฐาน เช่น การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเรียนรู้ขั้นสูง

การจัดการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถกลับมาสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างด้านการศึกษาในระยะยาว

บทบาทของเทคโนโลยีในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้

ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เทคโนโลยีช่วยให้การเรียนการสอนเข้าถึงได้ง่ายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูภาวะถดถอย

  1. แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ : การใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์เพื่อเสริมการเรียนรู้ เช่น Khan Academy, Google Classroom หรือแพลตฟอร์มในประเทศ
  2. การสอนผ่านวิดีโอและบทเรียนเชิงโต้ตอบ : ช่วยเพิ่มความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน
  3. AI และการเรียนรู้แบบปรับตัว : ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลและปรับเนื้อหาการเรียนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้เรียน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ต การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย

การสร้างความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในการฟื้นฟูการเรียนรู้

การฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ไม่ใช่หน้าที่ของครูเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

แนวทางความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่

  1. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง : ผู้ปกครองควรสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กที่บ้าน เช่น การช่วยตรวจการบ้านหรือจัดหาสื่อการเรียนรู้เสริม
  2. การพัฒนาทักษะครูผู้สอน : โรงเรียนควรจัดอบรมครูในด้านเทคนิคการสอนเชิงปฏิบัติและการใช้เทคโนโลยี
  3. การสนับสนุนจากชุมชน : ชุมชนสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การเปิดศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่นหรือการจัดค่ายวิชาการ

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และชุมชน จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียนในการก้าวข้ามความท้าทายที่เกิดจากภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างไฟล์ แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้


แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้
แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้
แนวทางเชิงปฏิบัติในการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้

เอกสารเป็นไฟล์ PDF

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารจากลิงก์ด้านล่างนี้ นะครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

ข่าวยอดนิยม

ความคิดเห็นล่าสุด