การจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีคุณค่า เส้นทางสู่การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การศึกษาไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้จัดทำเอกสารแนวทางการจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีคุณค่าสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้สถานศึกษานำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจถึงแนวคิด หลักการ และแนวทางการจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กไทย
ทำไมการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนแปลง
การศึกษาแบบดั้งเดิมที่เน้นการท่องจำและการสอบข้อเขียนอาจไม่เพียงพอต่อการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนในโลกยุคใหม่ ปัจจุบันเด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของลักษณะงานในอนาคต
การจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีคุณค่าจึงเป็นแนวทางที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความฉลาดทางสังคมและอารมณ์ สามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และที่สำคัญคือสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือการศึกษาที่ไม่เพียงแต่สอนให้รู้ แต่สอนให้เข้าใจ คิด สร้างสรรค์ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
แนวคิดหลักของการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
การจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีคุณค่าตั้งอยู่บนรากฐานของแนวคิดที่สำคัญหลายประการ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้เรียน แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
แนวคิดแรกคือ การเรียนรู้สี่รูปแบบชีวิต หรือ 4 Forms of Life Learning ซึ่งประกอบด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ชีวิตเชิงกว้าง การเรียนรู้ชีวิตเชิงลึก และการเรียนรู้ชีวิตอย่างฉลาด แต่ละรูปแบบมีความสำคัญและเหมาะสมกับช่วงวัยและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป
การเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือ Lifelong Learning เป็นพื้นฐานสำคัญที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กยังเล็ก เป็นการสร้างทัศนคติที่ว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือวัยเรียน แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตลอดชีวิต ผู้เรียนที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้จะมองหาความรู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่หยุดนิ่ง และพร้อมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง
การเรียนรู้ชีวิตเชิงกว้างหรือ Life-wide Learning เน้นการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ทั้งในและนอกห้องเรียน ผู้เรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์ตรงจากสถานที่จริง ผู้คนจริง และสถานการณ์จริง การเรียนรู้แบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพใหญ่ของความรู้ เข้าใจว่าความรู้ต่างสาขาเชื่อมโยงกันอย่างไร และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่แตกต่างกันได้
การเรียนรู้ชีวิตเชิงลึกหรือ Life-deep Learning มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเจาะลึกในสาขาที่ตนสนใจจนเกิดความเชี่ยวชาญ เป็นการเรียนรู้อย่างจริงจัง มีระบบ และต่อเนื่อง ผ่านการศึกษาค้นคว้า ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริง ผู้เรียนจะได้พัฒนาความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเนื้อหาที่ศึกษา และสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากความรู้นั้นได้
การเรียนรู้ชีวิตอย่างฉลาดหรือ Life-wise Learning เป็นการเรียนรู้ที่เน้นภูมิปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และการนำความรู้ไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เรียนไม่เพียงแต่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคม เข้าใจผลกระทบของการกระทำ และสามารถตัดสินใจอย่างมีสติปัญญา
Ikigai เป้าหมายแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่า
แนวคิด Ikigai ที่มาจากญี่ปุ่นหมายถึง เหตุผลในการตื่นนอนตอนเช้า หรือความหมายของชีวิต ในบริบทการศึกษา Ikigai คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของการจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จในสี่มิติที่สำคัญ ได้แก่ Passion, Mission, Vocation และ Profession
Passion หรือสิ่งที่รักและใฝ่ฝัน คือการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองรักและมีความสุขกับมัน เมื่อผู้เรียนได้เรียนตามความถนัดและความสนใจ พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะถูกบังคับหรือเพื่อผ่านการสอบเท่านั้น การค้นพบ Passion ของตนเองเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างชีวิตที่มีความหมาย
Mission หรือสิ่งที่โลกต้องการ คือการเรียนรู้เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมและโลก ผู้เรียนตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีหน้าที่ในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา พัฒนาชุมชน และดูแลสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ที่มี Mission ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าชีวิตของตนมีความหมายและมีคุณค่า
Vocation หรือสิ่งที่สามารถทำเป็นอาชีพได้ คือการพัฒนาทักษะและความรู้จนสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้จากสิ่งที่รักและเป็นประโยชน์ต่อสังคม การเรียนรู้ไม่ได้จบเพียงแค่การมีความรู้ แต่ต้องสามารถนำมาใช้สร้างอาชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับตนเองและครอบครัวได้ด้วย
Profession หรือสิ่งที่ทำได้อย่างมืออาชีพ คือการพัฒนาตนเองจนมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เลือก มีมาตรฐานทางวิชาชีพ และได้รับการยอมรับในวงการ ผู้เรียนที่บรรลุถึงระดับ Profession จะสามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงและมีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อผู้เรียนสามารถบรรลุทั้งสี่มิติของ Ikigai พวกเขาจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ มีความสุข มีความหมาย และสร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคมได้อย่างยั่งยืน
หลักสูตรที่ตอบโจทย์การเรียนรู้อย่างมีความหมาย
การพัฒนาหลักสูตรเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีคุณค่า หลักสูตรที่ดีต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิตในโลกอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในระดับประถมศึกษา หลักสูตรควรเป็นแบบบูรณาการที่รวมวิทยาการจากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ไม่แบ่งแยกเป็นวิชาต่างหากอย่างเคร่งครัด การเรียนรู้ในช่วงวัยนี้ควรเน้นการสำรวจและค้นหาความสนใจ ผู้เรียนได้สัมผัสกับความรู้ที่หลากหลาย เรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือทำ และเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตประจำวัน นอกจากวิชาการแล้ว หลักสูตรในระดับนี้ยังต้องปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
เมื่อถึงระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรควรเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น ให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกเนื้อหาที่สนใจและกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง หลักสูตรต้องยืดหยุ่นพอที่จะรองรับความหลากหลายของความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเข้มข้นเพียงพอที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเชี่ยวชาญในสาขาที่เลือก การเรียนรู้ในระดับนี้เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำโครงงานและงานวิจัย และการเตรียมความพร้อมทางอาชีพ
สำหรับระดับอาชีวศึกษา หลักสูตรต้องเน้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจริง โดยอาศัยความร่วมมือกับสถานประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ได้ทำงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ และเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานในโลกจริง หลักสูตรอาชีวศึกษาที่ดีต้องสมดุลระหว่างทักษะเฉพาะทางกับทักษะทั่วไปที่จำเป็นในการทำงาน เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์
แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย
การจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของช่วงวัยและพัฒนาการของผู้เรียน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา จุดเน้นหลักควรอยู่ที่การเรียนรู้ชีวิตเชิงกว้างและการปลูกฝังนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในช่วงวัยนี้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็นสูง กระตือรือร้นที่จะสำรวจโลกรอบตัว การจัดการเรียนรู้จึงควรให้โอกาสเด็กได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้ลองทำกิจกรรมต่างๆ และค้นพบความสนใจของตนเอง
กิจกรรมการเรียนรู้ในระดับประถมควรเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเด็ก เช่น การเรียนรู้คณิตศาสตร์ผ่านการซื้อของในตลาด การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการสังเกตธรรมชาติรอบตัว หรือการเรียนรู้สังคมศึกษาผ่านการเยี่ยมชมชุมชนและพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่ การเรียนรู้แบบนี้ช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าและความหมายของความรู้ที่เรียน รู้สึกว่าการเรียนมีประโยชน์และสนุก
นอกจากนี้ ในระดับประถมศึกษายังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ครูควรสร้างบรรยากาศที่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออก กล้าลองผิดลองถูก และเห็นคุณค่าในตัวเอง การให้กำลังใจและชื่นชมความพยายามของเด็กจะสร้างความมั่นใจและแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา การจัดการเรียนรู้ควรเน้นไปที่การเรียนรู้ชีวิตเชิงลึกและการเรียนรู้ชีวิตอย่างฉลาด ในช่วงวัยนี้ผู้เรียนเริ่มมีความสนใจที่ชัดเจนมากขึ้น มีความคิดที่ซับซ้อน และเริ่มคิดถึงอนาคตของตนเอง การจัดการเรียนรู้จึงควรให้โอกาสผู้เรียนได้เจาะลึกในสาขาที่สนใจ พัฒนาความเชี่ยวชาญ และเชื่อมโยงการเรียนรู้กับเป้าหมายในอนาคต
กิจกรรมที่เหมาะสมในระดับนี้ ได้แก่ การทำโครงงานวิจัย การฝึกงานในสถานประกอบการ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพต่างๆ การเข้าร่วมแข่งขันหรือนำเสนอผลงาน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ผู้เรียนควรได้รับโอกาสในการกำหนดคำถามวิจัยของตนเอง ออกแบบวิธีการศึกษาค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง วิเคราะห์ผล และสรุปความรู้ที่ได้
ในขณะเดียวกัน การเรียนรู้ในระดับนี้ยังต้องพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้เรียนควรมีโอกาสทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เรียนรู้ที่จะคำนึงถึงผลกระทบของการกระทำ และพัฒนาทักษะการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม
สมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่
ครูมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและมีคุณค่า ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้เหมือนในอดีต แต่เป็นการเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้แนะแนว และผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน ครูยุคใหม่ต้องพัฒนาสมรรถนะหลายด้านเพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมรรถนะแรกคือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ครูต้องสามารถออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ลงมือทำ คิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้อย่างเดียว กิจกรรมที่ดีควรท้าทายความสามารถของผู้เรียนพอสมควร ไม่ง่ายเกินไปจนน่าเบื่อ แต่ก็ไม่ยากเกินไปจนท้อแท้ ครูต้องเข้าใจระดับความสามารถของผู้เรียนและปรับระดับความยากให้เหมาะสม
สมรรถนะที่สองคือการเป็นโค้ชและการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิด ครูไม่ควรให้คำตอบสำเร็จรูปทันที แต่ควรใช้คำถามที่ชวนคิดเพื่อนำทางให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบด้วยตนเอง คำถามที่ดีควรเปิดกว้าง กระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ประเมินค่า และสร้างสรรค์ เมื่อผู้เรียนตอบผิดหรือติดขัด ครูควรใช้คำถามเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ผู้เรียนคิดใหม่ มากกว่าการบอกว่าผิดและให้คำตอบที่ถูก
สมรรถนะที่สามคือการจัดการชั้นเรียนและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก ห้องเรียนที่ดีคือพื้นที่ที่ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ และกล้าแสดงออก ครูต้องสร้างวัฒนธรรมที่เคารพความแตกต่าง ยอมรับความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และเฉลิมฉลองความสำเร็จร่วมกัน การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพก็สำคัญเช่นกัน เช่น การจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เอื้อต่อการทำงานกลุ่ม การแสดงผลงานของผู้เรียน และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
สมรรถนะที่สี่คือการออกแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน ผู้เรียนแต่ละคนมีจุดแข็ง จุดอ่อน ความสนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ครูต้องสามารถจัดการเรียนรู้แบบ Differentiated Instruction โดยปรับเนื้อหา กระบวนการ หรือผลผลิตให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน การใช้เทคโนโลยีสามารถช่วยให้ครูปรับการเรียนรู้เป็นรายบุคคลได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลที่มีเนื้อหาหลากหลายระดับ
สมรรถนะที่ห้าคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ครูยุคใหม่ต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีเพื่อนำเสนอเนื้อหา แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ ร่วมมือ สื่อสาร และแก้ปัญหา ครูต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และสอนให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์
สมรรถนะที่หกคือการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การประเมินไม่ใช่แค่การให้คะแนนเพื่อตัดสิน แต่เป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับที่สร้างสรรค์เพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเอง ครูต้องใช้การประเมินหลากหลายรูปแบบ ทั้งการประเมินระหว่างเรียน (formative assessment) และการประเมินปลายทาง (summative assessment) การประเมินควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และวิธีการสอน ครูควรให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจง ชี้จุดที่ดีและจุดที่ควรพัฒนา พร้อมทั้งแนะแนววิธีการพัฒนาที่ชัดเจน
สมรรถนะที่เจ็ดคือการส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 นอกจากความรู้ในเนื้อหาวิชาแล้ว ครูต้องช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูต้องบูรณาการทักษะเหล่านี้เข้ากับเนื้อหาวิชาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่สอนแยกออกมาเป็นวิชาต่างหาก
สมรรถนะที่แปดคือการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชีวิตจริงและบริบทท้องถิ่น การเรียนรู้จะมีความหมายมากขึ้นเมื่อผู้เรียนเห็นความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและชุมชน ครูควรออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับประเด็นในท้องถิ่น ปัญหาในชุมชน หรือความสนใจของผู้เรียน การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) ที่ให้ผู้เรียนทำงานเพื่อแก้ปัญหาจริงในชุมชนเป็นตัวอย่างที่ดี
สมรรถนะที่เก้าคือการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โลกและการศึกษาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครูต้องเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ติดตามความรู้ใหม่ วิธีการสอนใหม่ และเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ ครูควรทดลองวิธีการสอนใหม่ สะท้อนคิดเกี่ยวกับการสอนของตนเอง เรียนรู้จากเพื่อนครู และมีทัศนคติเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง
สมรรถนะสุดท้ายคือการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน การศึกษาที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ครูควรสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับความก้าวหน้าของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับทรัพยากรในชุมชนเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
สรุป
การเป็นครูยุคใหม่ต้องการมากกว่าความรู้ในเนื้อหาวิชา ครูต้องเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ เป็นโค้ชที่ให้กำลังใจ เป็นนักประเมินที่ช่วยพัฒนา เป็นนักเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องมือได้อย่างชาญฉลาด และเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตที่พร้อมปรับตัว การพัฒนาสมรรถนะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ครูสามารถเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับโลกในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดเดาได้ เมื่อครูพัฒนาสมรรถนะเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน จะสามารถจุดประกายความรัก ความกระตือรือร้น และศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ และนั่นคือพลังที่จะขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
ตัวอย่างไฟล์เอกสาร



